การเทรดตาม Spread เป็นกลยุทธ์ที่นักลงทุนซื้อและขายสินทรัพย์ที่สัมพันธ์กันพร้อมกัน เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของราคา (Spread) แทนที่จะเป็นการคาดการณ์ทิศทางของสินทรัพย์เดี่ยวๆ กลยุทธ์นี้ได้รับความนิยมเนื่องจากสามารถลดความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของตลาดโดยรวม และสร้างโอกาสในการทำกำไรในทุกสภาวะตลาด
Spread คืออะไร?
Spread คือ การสร้าง “คู่” ของการเทรด โดยการซื้อสินทรัพย์หนึ่งและขายสินทรัพย์ที่สัมพันธ์กันอีกสินทรัพย์หนึ่งพร้อมกัน (หรือในทางกลับกัน) เป้าหมายคือการทำกำไรจากความผันผวนของส่วนต่างราคา (Spread) ระหว่างสินทรัพย์ทั้งสอง แทนที่จะเป็นการเคลื่อนไหวของราคาโดยรวมของสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง ความได้เปรียบหลักคือการที่ความเสี่ยงบางส่วนจะถูก “เฮดจ์” (Hedge) หรือป้องกันความเสี่ยงไว้ ทำให้กลยุทธ์นี้มักมีความเสี่ยงต่ำกว่าการเทรดสินทรัพย์เดี่ยวๆ
ประเภทของ Spread Trading ที่นิยม
1. Equity Spreads (Spread หุ้น) กลยุทธ์นี้เกี่ยวข้องกับการซื้อและขายหุ้นของบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือมีความสัมพันธ์กัน เช่น
- Long-Short Equity: ซื้อหุ้นของบริษัทหนึ่ง (Long Position) ที่คาดว่าจะ outperform และขายชอร์ตหุ้นของบริษัทคู่แข่ง (Short Position) ที่คาดว่าจะ underperform ตัวอย่างเช่น ซื้อหุ้น A และขายชอร์ตหุ้น B โดยที่ทั้ง A และ B เป็นบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันและมีปัจจัยพื้นฐานใกล้เคียงกัน นักลงทุนจะทำกำไรหากหุ้น A มีประสิทธิภาพดีกว่าหุ้น B ไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง
- Merger Arbitrage: ซื้อหุ้นของบริษัทเป้าหมายที่กำลังจะถูกเข้าซื้อกิจการ และขายชอร์ตหุ้นของบริษัทที่เสนอซื้อ โดยทำกำไรจากส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อกับราคาตลาดปัจจุบันของบริษัทเป้าหมาย
2. Futures Spreads (Spread สัญญาซื้อขายล่วงหน้า) เป็นที่นิยมในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และดัชนี มีหลายรูปแบบ เช่น
- Inter-commodity Spreads: ซื้อสัญญา Futures ของสินค้าโภคภัณฑ์หนึ่งและขายสัญญา Futures ของสินค้าโภคภัณฑ์อื่นที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น ซื้อ Futures น้ำมันดิบ WTI และขาย Futures น้ำมันดิบ Brent โดยคาดการณ์ว่าส่วนต่างระหว่างสองประเภทนี้จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เอื้อต่อการทำกำไร
- Intra-commodity Spreads (Calendar Spreads): ซื้อสัญญา Futures ของสินค้าโภคภัณฑ์เดียวกันในเดือนส่งมอบหนึ่ง และขายสัญญา Futures ในเดือนส่งมอบอื่น เช่น ซื้อ Futures ข้าวโพดเดือนมีนาคม และขาย Futures ข้าวโพดเดือนพฤษภาคม ทำกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของส่วนต่างระหว่างราคาในเดือนต่างๆ
- Inter-market Spreads: ซื้อสัญญา Futures ของสินค้าตัวเดียวกันในตลาดหนึ่ง และขายในตลาดอื่น เช่น ซื้อ Futures ทองคำในตลาด COMEX และขายในตลาด NYMEX
3. Options Spreads (Spread ตราสารอนุพันธ์แบบ Options) การใช้ Options ในการสร้าง Spreads เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับแต่งความเสี่ยงและผลตอบแทนได้หลากหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น
- Vertical Spreads: ซื้อ Options ใน Strike Price หนึ่งและขาย Options ใน Strike Price อื่นของ Underlying Asset ตัวเดียวกันและเดือนหมดอายุเดียวกัน เช่น Bull Call Spread (ซื้อ Call ใน Strike Price ต่ำกว่า และขาย Call ใน Strike Price สูงกว่า) หรือ Bear Put Spread
- Horizontal Spreads (Calendar Spreads): ซื้อ Options ที่เดือนหมดอายุหนึ่งและขาย Options ที่เดือนหมดอายุอื่นของ Underlying Asset ตัวเดียวกันและ Strike Price เดียวกัน
- Diagonal Spreads: ผสมผสาน Vertical และ Horizontal Spreads โดยซื้อ Options ใน Strike Price และเดือนหมดอายุหนึ่ง และขาย Options ใน Strike Price และเดือนหมดอายุอื่น
- Iron Condor/Butterfly Spreads: กลยุทธ์ที่ซับซ้อนขึ้นเพื่อทำกำไรจากความผันผวนของราคาที่จำกัด โดยการผสมผสาน Call Spreads และ Put Spreads
4. Forex Spreads (Spread ในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ) ถึงแม้ว่า “Spread” ในตลาด Forex มักจะหมายถึงส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask แต่ก็มีกลยุทธ์การเทรดที่อาศัยความสัมพันธ์ของคู่สกุลเงิน เช่น
- Currency Correlation Trading: การเทรดคู่สกุลเงินที่มีความสัมพันธ์กันในทางบวกหรือลบ โดยอาศัยความเบี่ยงเบนจากความสัมพันธ์ปกติแล้วคาดการณ์การกลับมาสู่ค่าเฉลี่ย
- Carry Trade with Spread Considerations:
เลือกสินทรัพย์อย่างไรให้ Spread ที่เหมาะกับการสร้างกำไร
หลังจากได้ทราบเกี่ยวกับ spread คืออะไรและมีประเภทใดบ้างแล้ว เรามาดูสินทรัพย์ที่มีค่า spread เหมากับการสร้างผลกำไรกันครับ
►เน้นสินทรัพย์ที่มี “สภาพคล่องสูง” (High Liquidity)
▪ ปริมาณการซื้อขายสูง (High Trading Volume): สินทรัพย์ที่มีคนซื้อขายจำนวนมากตลอดเวลา จะมีผู้ซื้อและผู้ขายรอจับคู่คำสั่งอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้โบรกเกอร์หรือผู้ดูแลสภาพคล่องสามารถจับคู่คำสั่งได้ง่ายขึ้นและเสนอราคา Bid-Ask ที่ใกล้เคียงกัน ส่งผลให้ Spread แคบลง
▪ ตลาดหลัก (Major Markets): สินทรัพย์ที่เทรดในตลาดหลักที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมากทั่วโลก มักจะมีสภาพคล่องสูงกว่าตลาดรอง
▪ ช่วงเวลาที่มีการซื้อขายหนาแน่น (Peak Trading Hours): แม้แต่สินทรัพย์เดียวกัน Spread คือ อาจแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาของวัน ในช่วงที่ตลาดหลักเปิดทำการพร้อมกัน (เช่น ช่วงคาบเกี่ยวระหว่างตลาดลอนดอนและนิวยอร์กสำหรับ Forex) สภาพคล่องจะสูงขึ้นและ Spread จะแคบลง
►เลือกประเภทสินทรัพย์ที่มี Spread ต่ำ
- ตลาด Forex
- คู่สกุลเงินหลัก (Major Currency Pairs): เช่น EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY, USD/CHF, AUD/USD, NZD/USD, USD/CAD มักจะมี Spread ต่ำที่สุด เนื่องจากเป็นคู่สกุลเงินที่มีปริมาณการซื้อขายมหาศาลที่สุดในโลก
- คู่สกุลเงินรองบางคู่ (Minor Currency Pairs): บางคู่ที่มีสภาพคล่องค่อนข้างดี เช่น EUR/GBP, EUR/JPY ก็อาจจะมี Spread ที่แข่งขันได้เช่นกัน
- หลีกเลี่ยงคู่สกุลเงิน Exotic: คู่สกุลเงินที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หรือขนาดเล็ก มักจะมี Spread ที่กว้างมาก เนื่องจากมีสภาพคล่องต่ำและมีความผันผวนสูงกว่า
- ตลาด Futures (สัญญาซื้อขายล่วงหน้า)
- สินค้าโภคภัณฑ์หลัก: เช่น Crude Oil (WTI, Brent), Gold, Silver, Natural Gas, S&P 500 Index Futures (ES) มักจะมี Spread ที่แคบมาก โดยเฉพาะสัญญาที่มีเดือนส่งมอบใกล้ที่สุด (Front Month)
- ดัชนีหุ้นหลัก: เช่น S&P 500 (ES), Nasdaq 100 (NQ), Dow Jones (YM), DAX (FDAX) Future
- พันธบัตรรัฐบาล (Treasury Futures): เช่น US Treasury Bonds (ZB, ZN)
- ระวังสินค้าเกษตรบางตัว: บางครั้งสินค้าเกษตร (เช่น Live Cattle, Lean Hogs) อาจมี Spread กว้างขึ้นในช่วงนอกฤดูเก็บเกี่ยวหรือเมื่อมีข่าวสารสำคัญ
จากข้อมูลเกี่ยวกับ Spread คืออะไรในหัวข้อต่างๆ ที่มาพร้อมกับประเภทของ Spread แต่ละส่วน หวังว่าจะช่วยให้เหล่าบรรดานักเทรดได้รับความรู้เพิ่มเติมสำหรับการเทรดในแบบฉบับของตนเองกันนะครับ
